Search

น้ำตาลตะกั่ว: พิษแสนหวานของชาวโรมัน

สูตรไม่มีน้ำตาล หวานด้วย 0 แคลลอรี่ ชาวโรมันผลิตสารให้ความหวานนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายกว่าสองพันปีมาแล้ว เสียอย่างเดียว มันมีพิษ

ชาวโรมันชื่นชอบอาหารรสเข้มข้น แต่ในยุคนั้นยังขาดแคลนเครื่องปรุงที่ให้รสหวานจัดแบบน้ำตาล ที่มีใกล้เคียงที่สุดคือน้ำผึ้ง ซึ่งก็มีปริมาณไม่เพียงพอที่จะตอบสนองลิ้นของชาวโรมันอยู่ดี ทว่าสิ่งที่มีอย่างเหลือเฟือในกรุงโรมตอนนั้นคือองุ่น


Amphorae ภาชนะของชาวโรมันที่ใช้บรรจุของเหลว เช่น น้ำมันหรือไวน์

คนทำไวน์พบว่าการต้มน้ำองุ่นไปเรื่อยๆ จะได้ของเหลวที่มีรสหวานขึ้น หากเคี่ยวจนปริมาณของเหลวเหลือครึ่งหนึ่งจะเรียกว่าเดฟรูทุม (defrutum) ถ้าเคี่ยวจนเหลือเพียงหนึ่งในสามเรียกว่าซาปา (sapa) ในตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ว่ารสหวานเกิดจากอะไร รู้เพียงว่าการต้มน้ำองุ่นในหม้อตะกั่ว จะให้รสหวานและมีรสชาติดดีกว่าต้มในหม้อทองเหลือง คนทำไวน์จึงนิยมเลือกใช้หม้อตะกั่วมากกว่าหม้อทองเหลือง นอกจากนี้ภาชนะต่างๆ เช่น เหยือกหรือแก้วใส่ไวน์ก็เลยพลอยนิยมทำจากตะกั่วไปด้วย เพราะให้ไวน์ที่รสชาติดีกว่า


หลังจากนั้น จึงรู้ว่าเหตุผลของรสหวานนั้นมาจากกระบวนการต้มทำให้ตะกั่วเล็กน้อยละลายออกมาทำปฏิกิริยากรดอะซิติกในน้ำองุ่น ได้เป็นสารประกอบของตะกั่วที่เรียกว่าเลดอะซิเตต ( Lead(II) acetate) ซึ่งตามหลักเคมีควรจัดเป็นเกลือมากกว่าน้ำตาล เพราะเกิดจากกรดทำปฏิกิริยากับโลหะ เกลือไม่จำเป็นต้องเค็ม และพอดีว่าเลดอะซิเตตเป็นเกลือที่มีรสหวาน


พอชาวโรมันรู้ว่ารสหวานของเดฟรูทุมและซาปามาจากตะกั่ว ก็ไม่ได้หวาดกลัวแต่อย่างใด กลับคิดค้นกระบวนการผลิตสารให้ความหวานนี้ให้ดียิ่งขึ้น โดยใช้ลิทาร์จ (Litharge) ซึ่งเป็นแร่ที่มีตะกั่วเป็นองค์ประกอบ นำไปผสมกับน้ำส้มสายชูซึ่งเป็นกรดอะซิติกโดยตรง วิธีนี้ทำให้ได้เลดอะซิเตตออกมาเป็นผลึกคล้ายๆ เกลือหรือน้ำตาล นอกจากจะผลิตได้มากขึ้นยังเก็บได้นานกว่าด้วย

ผลึกของเลดอะซิเตต

เลดอะซิเตตได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะนอกจากจะทำให้อาหารมีรสหวาน ยังช่วยถนอมอาหารให้เก็บไว้ได้นาน เพราะมีสรรพคุณในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ มีตำราอาหารที่ระบุว่าใช้เลดอะซิเตตเป็นเครื่องปรุงกว่า 100 เมนู คนทำไวน์ก็นิยมเดฟรูทุมหรือซาปาลงในไวน์เพื่อให้ไวน์มีรสหวานกลมกล่อม


ปัจจุบันมีการลองผลิตเดฟรูทุมหรือซาปาเลียนแบบกระบวนการที่บันทึกไว้ พบว่ามีสารตะกั่วมากถึง 2,900 ส่วนในพันล้านส่วน (ppb) ซึ่งมากกว่าค่าที่ยอมให้พบในอาหารได้เป็นพันเท่า


หากคำนวณจากปริมาณการดื่มไวน์ของชาวโรมันที่ดื่มประมาณ 1 ลิตรต่อวัน แปลว่าชาวโรมันอาจได้รับตะกั่วมากกว่า 20 มิลลิกรัมจากการดื่มไวน์อย่างเดียว พิษของตะกั่วทำให้ลิ้นรับรสได้แย่ลง และรู้สึกไม่เต็มอิ่ม จึงกลายเป็นต้องปรุงอาหารรสจัดขึ้น กินมากขึ้นเพื่อชดเชยความรู้สึกที่ขาดหายไป


อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ใช่ว่าชาวโรมันจะไม่รู้เกี่ยวกับพิษภัยของตะกั่วเอาเสียเลย มีนักคิดและปัญญาชนบางคนบันทึกถึงน้ำที่ผ่านท่อตะกั่วเป็นอันตรายต่อสุขภาพ คนทำไวน์เองก็มีการแนะนำว่าควรเคลือบหม้อก่อนต้มเดฟรูทุมหรือซาปาเพื่อป้องกันตะกั่ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชาวโรมันก็พอรู้ว่าตะกั่วไม่ดีต่อสุขภาพ แต่อาจไม่ตระหนักว่าไม่ดีในระดับร้ายแรงขนาดไหน และชาวโรมันที่มีเหมืองตะกั่ว จึงใช้ประโยชน์จากตะกั่วอย่างเต็มที่ ใช้ทำท่อส่งน้ำ ทำภาชนะ และเครื่องใช้อื่นๆ ในชีวิตประจำวันจนเป็นเรื่องปกติ จนมองข้ามผลเสียต่อสุขภาพที่คิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไป


นักประวัติศาสตร์หลายคนมีข้อสันนิษฐานว่าพิษตะกั่วอาจเป็นสาเหตุให้โรมันล่มสลาย บันทึกทางการแพทย์ชี้ว่ามีชาวโรมันมากมายทนทุกข์ทรมานจากอาการปวดหัว แขนขาอ่อนเปลี้ย ไม่มีแรง ซึ่งเป็นอาการของพิษตะกั่ว การตรวจสอบโครงกระดูกในสุสานโบราณของโรมันพบว่า กระดูกหลายร้อยทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่มีตะกั่วสะสมอยู่มากกว่าปกติเป็นสิบเท่า เป็นระดับที่น่าจะสงผลรุนแรงต่อการดำรงชีวิตและความนึกคิดแล้ว


โรมันล่มสลายเพราะโดนคนเถื่อน (ตามมุมมองของชาวโรมัน) บุกโจมตี นอกจากความอ่อนแอถดถอยจากฝั่งการเมืองการปกครองแล้ว พิษตะกั่วก็น่าจะเป็นปัจจัยที่มีผลไม่น้อย


ลองคิดดู ถ้ามีศัตรูมาบุกฐาน แล้วกองทัพฝั่งเราอยู่ในสถานะ "ติดพิษ" กันหมด จะป้องกันป้อมไว้ได้นานแค่ไหน


https://io9.gizmodo.com/5877587/the-first-artificial-sweetener-poisoned-lots-of-romans

5,359 views

© 2018 EHT-PERDO STEM Project

Bangkok, Thailand

  • Facebook Social Icon
  • YouTube Social  Icon